วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 22, 2551

ตอนที่ 164 : ใจแกร่งกว่าหิน ... ใจหยาบกว่าหิน


วันนี้ ... อากาศสดใส ....
ข้าพเจ้าเข้าไปที่ภาค IE ...
บรรยากาศ ก็ยังคงเงียบเหงาเหมือนเดิม
เพราะ ตอนนี้ ยังไม่เปิดเทอม ...
อย่างไร ก็ตาม ...
ข้าพเจ้า ก็ได้ประสบพบเจอ อดีต"พระจ่าอ๊อด" ...
ณ วันนี้ ... ท่านได้ ลาขิกขา .. สึกสู่เพศคฤหัสถ์ แล้ว
จึง สามารถใช้ชีวิต เยี่ยงผู้ครองเรือนทั่วไป ได้แล้ว ...
.... พอเห็นหน้าจ่าอ๊อด ... ข้าพเจ้า ก็นึกแว๊ปในใจมาเรื่องหนึ่ง ...
กล่าวคือ ... ตอนที่จ่าอ๊อด ท่านกำลังบวช ...
ข้าพเจ้า และชาวคณะฯ ... มีแผนการท่องเที่ยวเชิงไสยศาสตร์
แบบว่า วางแผนหรูๆ ว่า ...
จะไปกราบพระอ๊อด ... จะไปกินไก่ย่างโคราช ...
และ อยากจะแวะไป ปราสาทพนมรุ้ง .... ที่บุรีรัมย์ ...
แต่ ณ ตอนจบ ... ก็ไม่ได้ไป ...
อย่างไรก็ตาม....
ความจริงแล้ว ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าได้ไปที่ ปราสาทแห่งนี้ 3 ครั้งแล้ว ...
และก็ยังไม่เบื่อ หากจะต้องไปอีก ...
จุดเด่นของ ปราสาทพนมรุ้ง .... คือ
เป็นปราสาทหิน แห่งดียวในโลก
ที่ก่อสร้างด้วย "หินสีชมพู "...
สีหวาน คลาสสิค ... มีรสนิยม
ดูในภาพดีๆ ...
จะเห็น ปราสาทหิน สีชมพูๆ ส้มๆ ....
เปล่งประกาย สะท้อนแสงอาทิตย์ ...
ดูงามจับใจ ... ยิ่งนัก

... ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นบนปล่องภูเขาไฟเก่าแก่ ของไทย ...
ตามประวัติแล้ว ... สร้างมาได้ ประมาณ 1,000 ปีแล้ว
ตั้งแต่ พ.ศ. 1532 โน่น ...
ใช้เป็นประกอบพิธีกรรม ตามศาสนาฮินดู .... ในสมัยโน้น ...

อย่างไรก็ตาม .... ก่อนจะเข้าชม

หากยังไม่ได้กินข้าวกินปลามาก่อน
ข้าพเจ้าก็ขอแนะนำ ให้หาอะไรกินให้เรียบร้อย ...
... ของกินมาตรฐาน ของประเทศเรา ...
เที่ยงแท้ แน่นอน มีขายทุกที่ ... ก็คือ ไก่ย่าง-ส้มตำ-ข้าวเหนียว ...
แต่ถ้าคิดอะไรไม่ออก ... และไม่อยากจะเสี่ยงตาย กับอาหารแปลกๆ ...
.... ก็แน่นอน ... ข้าว-กระเพรา-ไข่ดาว ...
อาหารหลัก ของประชาชนชาวไทย ...

ของที่ระลึก ที่พนมรุ้ง .... มีให้เลือกซื้อมากมาย ....
จำพวกเครื่องเงิน (เก๊) ... เอาไว้ใส่ล่อโจรโง่ๆ ได้ดี ....
... หรือ พวกแบ็งค์ธนบัตรเขมร หน้าตาแปลกๆ ราคาแค่ใบละ 5 บาท ...
หรือ จะเลือกซื้อพวงกุญแจ เป็นของฝาก ราคาก็ประหยัดดี ....
แบบว่า ... ซื้อ 10 พวง แถม 2 พวง ... อะไรทำนองนั้น ...
.... แต่ที่คุ้มสุดๆ .. ก็คงจะเป็น "ปราสาทหิน" จำลอง ...
ปราสาทพนมรุ้ง ... ราคาหลังละ 15 บาท .... ต่อราคาได้อีก
ที่สำคัญ มีให้เลือกครบทุกสี ....
สงสัยว่า ....

พวกขอมโบราณ ที่อุตส่าห์ ออกแบบและสร้างปราสาทหิน กันแทบตาย
คงจะเซ็งมากมาย ... ที่โดนลอกเลียนเอามาขายถูกๆ ....

แบบว่า ... เขมร เซ็งเป็ด อ่ะ ....


จากนั้น ... หลังจาก กินอิ่ม

และ เสียเงินอีกนิดหน่อย สำหรับของฝากเห่ยๆ
เราก็พร้อมจะ เข้าสู่ตัวปราสาท แล้ว ....
... ทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทพนมรุ้ง ... เป็นถนนปูหินร่มรื่น

สองข้างถนน ... มีเสาหินต้นเล็กๆ เรียงรายคู่ขนานกันทั้งสองฝั่ง ....
เสาเหล่านี้ มีชื่อเรียกว่า "เสานาเรียง" ....
... นักปราชญ์สู่รู้ ชาว IE ท่านหนึ่ง ...

คาดคะเนว่า เป็นเสาไฟฟ้าโบราณ สมัยขอมเรืองอำนาจ ....
... คิดได้ยังไง เนี่ย ??? ...

ถนนสายนี้ ... ทอดยาวสู่ตัวปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเตี้ยๆ
ดูสวยงาม เป็นระเบียบ และอลังการ ...
อย่างไรก็ตาม .....
เพื่อให้การเข้าชม โบราณสถาน เป็นไปอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ...
ข้าพเจ้า จึงขอชี้แนะ ...
กฎ กติกา มารยาท เล็กๆ น้อยๆ บางประการ ...
ให้นักท่องเที่ยวทั้งหลาย ได้ศึกษากันไว้บ้าง ...

ข้อแรก ...
ไม่ควรกระโดดโลดเต้น ทำท่าลิงค่าง ...

หรือ jumping แบบไร้สติ ดังภาพ
... เพราะนอกจากจะเป็นการ ไม่เคารพสถานที่แล้ว ...
ยังก่อความรำคาญ ให้กับนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ ด้วย ...

ข้อสอง ...
.... กิจกรรมแปลกๆ เกมส์แปลกๆ การออกกำลังกายแปลกๆ ...
ก็ไม่ควรจะกระทำ เช่นกัน ...
เช่น ในรูป คือ การเล่นวิ่งไล่จับ ...
เพราะ นอกจากจะเป็นการไม่สมควร และรบกวนผู้อื่นแล้ว ...
ยังอาจทำให้โบราณสถานสั่นสะเทือน
และอาจเกิดความเสียหายได้ ...

ข้อสาม ...
คือ ... อย่าไปยุ่งกับ "หิน" อย่างเด็ดขาด
... เช่น ไม่ควรจะหวังดี หรือสู่รู้ ไปช่วยจัดเรียงหิน ...
รวมทั้ง ห้ามปีนป่ายหิน

และ ที่สำคัญที่สุด คือ ...
ห้ามอุ้มหินกลับบ้าน ไม่ว่าจะก้อนใหญ่ หรือเล็กแค่ไหน ...

ข้อสี่ ...
ไม่ควรทำท่าสนิทสนม ... จับมือถือแขน ตีซี้ กับ "หิน" ทั้งหลาย
... เพราะ อาจจะเป็นการลบหลู่ หรือ ทำความเสียหายกับโบราณวัตถุ เหล่านี้ ...
... ด้วยประการทั้งปวง ... ข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณ
นายแบบ ทั้งสองท่าน .... คุณกิจ-Z1 และ คุณอาร์ท-Zn1
ที่ยอมเปลืองตัว ... และ เสี่ยงต่อการลบหลู่ไสยศาสตร์ทั้งปวง ...
มาช่วยสาธิต กฎ กติกา มารยาท ทั้งหลายเหล่านี้ ... ให้พวกเราดูกัน

จากนั้น ...
ก็เริ่มเดินเที่ยวต่อ ได้แล้ว ....
เมื่อเดินไปจนสุดถนนอันร่มรื่น .... ก็จะพบบันไดขึ้นสู่เชิงเขา ...
... การออกแบบและก่อสร้าง ดูสวยงาม ได้ระดับแบบมืออาชีพ
ไม่น่าเชื่อว่า นี่คือ ฝีมือของคนเมื่อ 1,000 ปีที่ผ่านมา ....

พอสุดขั้นบันได ... ก็จะพบลานหิน รูปกากบาท ...
.... ตามขอบๆ ของลานนี้ คือ กลุ่มของพญานาค ที่เฝ้าระวังอยู่ทุกทิศ
ตามคติความเชื่อโบราณ ... จุดนี้ คือ จุดเชื่อมต่อ ...
ระหว่างโลกของมนุษย์ และ โลกของเทพเจ้าทั้งหลายทั้งปวง

นาคแต่ละหัว ... มี 5 เศียร ...

แยกเขี้ยว ยิงฟัน ... ตามประสานาคๆ ..

ลวดลาย การแกะสลักในเนื้อหิน ละเอียด ประณีตและงดงาม ...

เมื่อเดินต่อจากจุดเชื่อมต่อระหว่างสองโลก ...
ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ จนถึงระดับบนสุด ...
ก็จะถึงสรวงสวรรค์ ... ที่สิงสถิตย์ของเหล่าทวยเทพ ...
และ เมื่อหันหลังกลับ แล้วมองลงไปเบื้องล่าง ...
ภาพที่เห็น .... คือ ภาพฟ้าสีสด เมฆสีขาว ท้องนาป่าไม้ เขียวขจี ...
.... ข้าพเจ้าสามารถ จินตนาการได้เลยว่า
เวลาที่เหล่าทวยเทพ ... มองลงมา ยังโลกมนุษย์นั้น ....
ก็คงจะได้เห็น เป็นภาพเช่นนี้ เอง ...

ชั้นบนสุด ณ ยอดเขาแห่งนี้ ... คือ ที่ตั้งของ หมู่ปราสาทพนมรุ้ง ...
สีชมพูอมส้ม ของปราสาท ... ตัดกับฟ้าสีคราม เมฆสีขาวสด ...
.... ดูมีเสน่ห์ และ ลี้ลับ ยิ่งนัก....

และเมื่อเดินเข้าไป สู่เขตหมู่ปราสาทชั้นใน ...
ก็เหมือนกับว่า ... เรากำลังเดินย้อนมิติแห่งกาลเวลา ....


ก็จุดเด่นที่สุด ของปราสาทองค์ใหญ่ ...

คือ ... ภาพแกะสลักหิน ด้านทิศตะวันออก ...
ภาพแกะสลักนี้ อยู่เหนือขอบประตู หรือ ที่เรียกว่า "ทับหลัง"
.... คือ ภาพ "นารายณ์บรรทมสินธุ์" อันโด่งดัง ...
.... ภาพนี้ ถูกโจรกรรมไป จากประเทศไทย เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ....
แต่ในที่สุด ... ก็ได้กลับคืนมาแล้วจากอเมริกา ... อย่างปลอดภัย

ความจริง แทบจะทุกๆ ปราสาทหินของขอม .... ก็จะมีภาพนี้ทั้งนั้น
แต่ "นารายณ์บรรทมสินธุ์" แห่งพนมรุ้ง นั้น ....

ได้รับการยกย่องว่า เป็นงานชิ้นเอกของโลก
ฝีมือการแกะสลักภาพนี้ ...สุดยอดที่สุด ...
ภาพนี้ คือ ภาพองค์พระนารายณ์ กำลังนอนพักผ่อน ...
.... จุดเด่น ที่แตกต่างจากรูปสลักแบบนี้ ของที่อื่นๆ คือ ....
องค์พระนารายณ์ แห่งพนมรุ้ง ... จะนอนยิ้มละมัย แบบมีความสุขมากๆ ...
ส่วนองค์พระชายา (มะ-เอีย) ก็นั่งทางปลายเท้า ....

ก็กำลังทำกิจกรรมแปลกๆ พิเศษๆ ให้กับ องค์สวามี
กล่าวคือ ... กำลังง่วน ในการ "ปรนนิบัติ" สามี ...

โดยใช้มือขวา ลูบไล้ สะโพก ขององค์พระนารายณ์ ...

ว๊าววว ...

และ หากดูที่ ริมๆ ส่วนขวาสุดของภาพ ...

จะเห็นปลายเท้าทั้งสองข้าง ขององค์นารายณ์ โผล่ออกมา

โดย ขาทั้งสองข้างของพระนารายณ์ .... ซ้อนตะแคงทับกันอยู่ ...
ขาทั้งสองข้าง ... ยาวไม่เท่ากัน
... ขาซ้าย สั้นกว่า และ วางซ้อนๆ เกยๆ อยู่บนขาขวา ...
นักปราชญ์ผู้รู้จริง ท่านหนึ่ง ... ได้อธิบายว่า ....
นี่คือ ... กริยาอาการ ของ องค์พระนารายณ์ ที่กำลังนอนตะแคง ...
.... โดยขาซ้ายของท่าน กำลังเลื่อนขยับไปมาช้าๆ ....
ขยับให้น่องซ้าย"เสียดสี" กับ "ฐาน" ทั้งสองเต้า ขององค์พระชายา ....
ส่วน พระชายา นั้น ... ก็กำลังใช้มือ "โลมไล้"

บน "ฐาน" สะโพกตามแนว s-curve ขององค์นารายณ์
... ดังนั้น ... นี่คือ เหตุผลว่า

เหตุใด ? ... องค์นารายณ์บรรทมสินธุ์ แห่งพนมรุ้ง ณ แผ่นดินไทย
จึงทรงนอน "ยิ้มละมัย อย่างแช่มชื่น เบิกบาน" .... เป็นพิเศษ

และนี่ก็... แตกต่างจากรูปสลัก ของปราสาทอื่นๆ ทั่วทั้งโลก
... นี่แหละ คือ ผลงานแกะสลักหิน แนว erotic ที่เลื่องชื่อระดับโลก ....

ในปัจจุบัน ... แม้ว่า ภาพนี้ จะชำรุดไปมาก .....
เช่น ส่วนของ "หน้า" และ "หน้าอก" ของพระชายา แตกหักไปหมดแล้ว
แต่ก็ยังคง สามารถสร้างจินตนาการ ...

และ ยังคง เร้าอารมณ์ ผู้คนในยุคปัจจุบันได้ดี ....
นี่ก็คือ... ความมหัศจรรย์ ของงานศิลปะ อายุ 1,000 ปี ....
ข้าพเจ้าเชื่อแล้วหละ ว่า ...

"ศิลปะ ย่อมไม่มีวันตาย" ...
.... และ แน่นอน ....

เรื่องของ "กิเลส ตัณหา" ...

แบบว่า ...เรื่องเสียวๆ โป๊ๆ ล่อแหลมๆ ....

ก็ไม่มีวันตาย ... เช่นกัน อิอิ ...

... อีกภาพแกะสลัก ที่โด่งดัง ...

อยู่ด้านบนของภาพ "นารายณ์บรรทมสินธุ์"
ภาพแกะสลักนี้ เรียกชื่อว่า "ศิวนาฏราช" ...

แปลว่า ... พระศิวะ กำลังร่ายรำ
... ภาพนี้ เป็นภาพสลักยอดนิยม ของศิลปะแห่ง ศาสนาฮินดู

เป็นเรื่องราว ตอนที่พระศิวะ เพิ่งจะสร้างโลกของเรา เสร็จใหม่ๆ ...

เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ...

พระอุมา ผู้เป็นชายา (มะ-เอีย) เกิดความสงสัย ...
....จึงมีการพนันระหว่างกันว่า .. "โลกใหม่ใบนี้ แข็งแรงหรือไม่ ?"
พระศิวะ ก็รับคำท้า และ "โชว์พาวว์" ... ด้วยการ "เต้นขย่ม" โลก ...
ถือว่า ... เป็น "การทดสอบทางวิศวกรรม" เป็นครั้งแรกในจักรวาลเรา ....
โดยสรุป ... องค์ศิวะ ... ท่านก็ เต้นๆๆๆๆ

แบบว่า ... "แด๊นซ์กระจาย" สะเทือนทั่วสารทิศ ...
.... แต่โลกของเรา ก็แข็งแรงทนทาน ... ไม่พัง ไม่สลาย ...

ก็แค่เกิดคล้ายๆ แผ่นดินไหวแบบแจะๆ ... ไม่กี่ ริคเตอร์ ...

... และนี่คือ ที่มา... ของศิลปะท่าเต้น 108 ท่า ของระบำแขก ....
ดังนั้น ... ถึงโลกจะร้อน ...โลกจะเลื่อน... แผ่นดินจะไหว ...

ก็คิดซะว่า ... ตอนนี้ กำลังมีการทดสอบความแข็งแรง ของโลก

โดยวิธี "แด๊นซ์กระจาย" ขององค์พระศิวะ ... ก็แล้วกัน ...
อย่าเครียดๆๆๆ .... หุหุ ...

.... ส่วนรูปแกะสลักอื่นๆ รอบองค์ปราสาท ...

ก็จะเป็นเรื่องตำนาน หรือ วีรกรรมต่างๆ

เช่น ในรูป คือ เรื่องรามเกียรติ์ ... จะเห็นเหล่าลิง กำลังว่ายน้ำกันนัวเนีย...

และ กำลังช่วยกันแบกแท่น ที่ประทับ ของนางสีดา .... พาข้ามมหาสมุทร ...

นอกจากนี้ ... ที่ด้านหน้าประตูทางเข้า ปราสาท

จะมีระบบรักษาความปลอดภัย .... โดย รปภ. ท่านหนึ่ง

รปภ. ยุคนั้น ... คือ เทวรูป องค์นี้ ...

ชื่อเรียกของท่าน คือ "ทวารบาล"

แปลว่า ผู้พิทักษ์รักษาทางเข้าศาสนสถาน

ดูแล ไม่ให้สิ่งชั่วร้าย ผ่านเข้าสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ....

หากมองในแง่ สถาปัตยกรรม และ วิศวกรรม ...

สิ่งก่อสร้างแห่ง พนมรุ้ง ... ก็สุดยอด ...

ทั้งช่อง ทั้งแนว ทั้งระดับ ... ถูกต้อง แม่นยำ ไม่มี error ...

... เช่น ... ช่องประตูของ องค์ปราสาททุกองค์

จะอยู่ตรง... ในแนวเดียวกันหมด

ไม่ว่า จะดูในแนว เหนือ-ใต้ ... หรือ ตะวันออก-ตะวันตก
ก็ตรงกัน ไม่ผิดเพี้ยน ....
ที่สำคัญมากๆ และ สุดยอดมากๆ ... คือ
ทุกๆ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ...
ก็ประมาณช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน นั่นแหละ ....
พระอาทิตย์ ณ ตอนเช้า .... จะขึ้นตรงกับช่องประตู
แล้ว จะสามารถมองทะลุ ผ่านได้ตลอดแนว ตะวันออก-ตะวันตก ...
ในหนึ่งปี จะมีวันนี้ วันเดียวเท่านั้น .... ที่เกิดปรากฎการณ์ นี้
และถือว่า เป็นวันเริ่มต้น ของปีนั้น ...
นี่คือ ภูมิปัญญาที่น่าทึ่ง ของคนเมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว ...
ที่ละเอียดละออ ... ช่างคิด ช่างสังเกตุ ... และ ประณีตบรรจง
ในการสร้างศาสนสถาน ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ....
... ณ จุดศูนย์กลาง ขององค์ปราสาท
เป็นที่ตั้งของ "ศิวลึงค์" ... คงจะรู้นะว่า คือ อะไร?
ซึ่งเป็น สัญญลักษณ์ แห่งความเจริญงอกงาม ...
โดยถือว่า ... เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งบนโลก
ศิวลึงค์ นี้ จะได้รับแสงตะวัน ...
ที่สาดส่อง ทะลุผ่านช่องประตู ทั้ง 15 บาน
เข้ามา ได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

... และ ณ กลางปราสาทประธาน ... มีรูปสลัก "วัว" ... ตั้งอยู่
วัวตัวนี้ ชื่อเรียกว่า ... "โคนนทิ" ... เป็นพาหนะ ของพระศิวะ
ชื่อโคนี้ ... มีหมายความว่า โชคดี หรือ มีความสุข
เป็นสัญญลักษณ์แห่ง ความอุดมสมบูรณ์ พลังและความเข้มแข็ง ...

... ดังนั้น หากมีเวลาในการเที่ยวชม ปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ อย่างตั้งใจ

แล้วค่อยๆ ดูแต่ละรายละเอียด ..... ไปเรื่อยๆ

ก็จะพบความงาม ความละเอียดอ่อน ...

ที่แฝงอยู่อย่างมากมาย บนแท่งศิลาเหล่านี้ ....

ข้าพเจ้าคิดว่า ...

จิตใจที่ศรัทธา ... จิตใจที่สูงส่ง

และ จิตใจ ที่ละเอียดอ่อน เท่านั้น ...

ที่จะเอาชนะ ความแข็งแกร่ง ของหินผาศิลาหยาบ.. เหล่านี้ได้


... ใช้ใจเท่านั้น ... ใจเท่านั้น จริงๆ ....

คุณค่า ของปราสาทพนมรุ้ง ....

มิใช่เป็นเพียง... สิ่งก่อสร้างเก่าๆ ที่ตอบสนอง ความเชื่อเก่าๆ ....

หรือ ความงมงายไร้สาระ ของคนยุคเก่าๆ ...

แต่คุณค่านั้น ... สะท้อนถึง ระดับจิตใจอันสูงส่ง ของผู้คนในยุคนั้น ...

อีกทั้ง ยังสามารถสะท้อนถึง ...

ความสุข และ ความอุดมสมบูรณ์ ของชีวิตผู้คน ณ ช่วงเวลานั้น ได้เช่นกัน

... แล้วข้าพเจ้า ... ก็อำลาจาก ปราสาทหิน สีชมพูแห่งนี้

ด้วยความแช่มชื่นใจ

............................

...............

......

...

.

อย่างไรก็ตาม ... ณ คืนวันวิสาขบูชา ที่ผ่านมา ...

มีเรื่องราวดุจฝันร้าย เกิดขึ้น ... ณ ที่แห่งนี้

เชื่อว่า ทุกๆ คน ... คงได้รับรู้ข่าวสารเหล่านี้ กันแล้ว ....

นาคราช ... ผู้พิทักษ์รอยต่อ แห่งโลกมนุษย์ และ โลกแห่งทวยเทพ ...
ถูกทุบทำลายทิ้ง ....
แม้ว่า หนึ่งตัว จะมีถึงห้าหัว ....
แต่ก็ยังโดนตามทำลายล้างได้ครบถ้วนทุกหัว ...

" ทวารบาล" ... ผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์ ....

ผู้ทำงานตามหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ตลอด 1,000 ปีที่ผ่านมา ...

ผู้ทนแดด ทนฝน ... และ ยืนยิ้ม ต้อนรับผู้มาเยือน

ถูกทำลาย ...แขนทั้งสองข้าง ขาดและหักสะบั้น .....

"โคนนทิ" ... วัวแห่งความโชคดี และ มีสุข

สัญญลักษณ์แห่งพลัง ความอุดมสมบูรณ์ ...

และความเข้มแข็ง ... ของแผ่นดิน

ถูกกระแทกทำลาย จนปาก และ จมูก แตกแหลกราน ...

" ศิวลึงค์" ... องค์ประธาน ...

สัญญลักษณ์ แห่งความเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ แห่งโลกมนุษย์ ....

ถูกหักโค่น ... นำไปโยนทิ้ง

ข้าพเจ้า รับฟังข่าวเหล่านี้ ... ด้วยความเศร้าใจ ...

และ อดคิดไม่ได้ว่า ... เมื่อ 1,000 ปี ที่ผ่านมา ....

คนกลุ่มหนึ่ง ...ใช้ใจที่เปี่ยมศรัทธา ...

ใช้ใจที่แข็งแกร่งและอดทน ยิ่งกว่าหินผา ....

ใช้เพียงสองมือน้อยๆ สร้างสรรค์ สิ่งที่ทรงคุณค่า นี้ ...

ด้วยความยากลำบาก

และมอบให้ คนรุ่นต่อมา ๆๆๆ อีก 1,000 ปี

ได้ชื่นชม ... ได้ศรัทธา ...

และ ได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจ ในการฝ่าฟันอุปสรรค ทั้งปวง ...

.... แต่ เพียงในช่วงเวลาสั้นๆ ....

ณ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แห่งปีพุทธศักราช 2551

มี "อะไรสักอย่าง" ใช้ใจที่หยาบหนาและกระด้าง ยิ่งกว่าหินผา ...

ทำลายทุกอย่างที่ดีงาม ที่ตกทอดสั่งสม มาตลอด 1,000 ปี

ใจ

ใจ หนอ ใจ ...

"ใจ ของมัน ... ทำด้วยอะไรหนอ ? ..."

ข้าพเจ้า อยากจะรู้ จริง ...

...................

....

.

แล้วข้าพเจ้า ก็นึกถึง ....

นึกถึง ... องค์นารายณ์ ... ผู้นอนยิ้มอย่างอารมณ์ดี ...

กำลังนอน เอาปลายเท้าเสียดสี ความสุขหรรษา

นึกถึง ... องค์ศิวะ ... ผู้กำลังยักย้าย ส่ายท่าทาง ....

กำลัง เริงระบำรำฟ้อนเขย่าโลก ....

ท่านทั้งสอง .... คงกำลังมองลงมา ณ ตีนเขาพนมรุ้ง ....

มองดูพวกเรา .... มวลมนุษย์ทั้งหลาย อย่างสมเพช เวทนา

ทั้งสององค์เทพ ... คงจะรำพึงอย่างสลดใจ ว่า ...

".... มนุษย์ หนอ มนุษย์ ....

จิตใจของพวกเจ้า.... เป็นอะไรไปแล้วนี่ ? "

............................................................

ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ...

เมื่อเกิดมีขึ้น ... ก็ย่อมแตกดับไป เป็นธรรมดา

มันก็แค่นี้เอง หละ ... โลกของเรา

4 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แย่แล้วตู งานนี้โดนจับแพะแน่เรา

แต่ละรูป ส่อๆทั้งนั้นเลยนะพี่ (-_-')

ตามกระแสมั๊กๆเลย เขายิ่งหาตัวกันอยู่

ถ้าผมกับพี่กิจโดนจับ ไม่ต้องไปประกันนะพี่

คงโดนรุมสกรัม จมธรณีแน่

อย่างนี้ต้องไปกบดานแระเรา หุหุ.....แว๊บบบ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใครมันชั่งทำเยี้ยงนี้
ขอให้มันไม่ได้ตายดี
เค้ารักษากันมาเป็น 1000 ปี
นี้วันเดียวทุกอย่างเหมือนไร้ค่า

ปล.ขอให้จับตัวคนทำลายให้ได้เร็วๆ
อยากดูหน้าว่ามันเป็นใคร

เอ๋ Z08

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เซ็งศุภกิจ อ่าพี่เต่า ไหน บอกจะไป TTT ด้วยกานนเนี่นย พอถึงวัน ชิ่งซะงั้นนน

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เห็นแล้วก็นึกเสียดาย แต่ก็จิงอย่างว่า มีเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง แล้วก็ดับไป จิงๆ

luna 08