แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอนที่ 176 : สปิริตแห่งงานรับน้อง IE ... ภาคสอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอนที่ 176 : สปิริตแห่งงานรับน้อง IE ... ภาคสอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์, มิถุนายน 15, 2551

ตอนที่ 176 : สปิริตแห่งงานรับน้อง IE ... ภาคสอง

เพื่อไม่ให้ สมาชิก IE Story ทั้งหลาย .... เสียเวลามากมาย
ข้าพเจ้าขอเริ่มเล่า ซีรี่ย์ ร้อนๆ ....
ต้อนรับงาน รับน้อง IE ประจำปีนี้ ด้วย ..
“สปิริตแห่งการรับน้อง IE ... ภาคสอง : รับน้องห้องห้า ”
โดยจะขอ เริ่มเล่า .... ณ บัดนี้ ....
และ หากท่านใด ยังมิได้อ่าน ภาคหนึ่ง ...
ก็โปรดเสียเวลา ย้อนกลับไปอ่าน ภาคหนึ่ง ก่อนสักนิด ...
อารมณ์ จะได้ต่อเนื่อง .....
เมื่อข้าพเจ้า ขึ้นสู่ ชั้นปีที่สอง ....
ข้าพเจ้าก็เพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่า ... ทุกข์ของ รุ่นพี่ๆ คือ อะไร ?
เพราะ หลังจากที่เรา ได้
กินฟรี / เล่นฟรี / เฮฮาฟรี... มา 1 ปีเต็มๆ ....
ก็ถึงเวลา ที่เราจะต้อง ดูแลน้องๆ ปีหนึ่งเข้าบ้างแล้ว ...
สำหรับ การเตรียมจัด "งานรับน้อง" ของคณะฯ นั้น
ก็ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนอะไรนัก ....
เพราะ “ระบบบ้าน” เป็นระบบที่เข้มแข็งยิ่งนัก
อีกทั้ง ทุกๆ บ้าน มีแนวนโยบาย
และรูปแบบการบริหารจัดการ ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ....
จึงไม่ยากนัก ที่จะร่วมสืบสาน ตำนานบ้าน ทั้งหลายไว้
เช่น
สำหรับการเตรียมงานรับน้อง ของ “ บ้านฮั่วลัก ” ....
นโยบายหลัก คือ ... ทีมงาน จะต้องเก่ง math มากๆ ....
ต้องคิดคำนวณให้ ถูกต้องและแม่นยำ หาคำตอบสุดท้าย ให้ได้ว่า ....
“... ปีนี้ จะ... กี่คน - กี่ขวด - กี่วัน – กี่คืน - กี่ชั่วโมง ... ”
งานหนัก ต่อไป ก็คือ ....
จะต้องคิดออกแบบ... คลังเก็บสุราอย่างไร จึงจะ ....
“... หยิบง่าย - หายรู้ – ดูอลังการ ...”
เพื่อ โชว์พาววว์ ข่มขวัญบ้านอื่นๆ ...

สำหรับทีมงานรับน้อง ... “บ้านขัน” นั้น ....
ขั้นแรก จะต้องตั้งทีม marketing
ออกตามล่าน้องๆ ญาติธรรมร่วมอุดมการณ์
โดยจะเริ่มกัน ตั้งแต่เปิดเทอมใหม่ๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ...
น้องๆ ที่ไม่ชอบกินเหล้า / น้องๆ ที่ชิงชังสุรา
จะเข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมรับน้อง ได้อย่างสนุกสนาน
เพราะ งานรับน้อง .... คือ งานของทุกคน ...
คิดต่าง - เห็นต่าง - ทำต่าง .... เป็นเรื่องธรรมดาโลก
ขอเพียง เข้าใจ ยอมรับ และ มีส่วนร่วมด้วยกัน ..... ก็พอแล้ว
จากนั้น ..... ทีมงานจะต้องประชุมกันบ่อยๆ
เพื่อหา กลยุทธ สยบมาร .... แบบแปลกๆ ใหม่ๆ
เพราะ หากใช้มุกเดิมๆ ลีลาเดิมๆ ....
ก็คงจะตบตา หรือ กดดันปิศาจสุรา ไม่ได้
มีหลายคน สงสัยว่า ....
ณ ช่วงเวลา ที่ท่านคณบดีฯ .... ชนเหล้ากับ เด็กๆ บ้านขัน ...
เหล่าญาติธรรม เหล่านั้น จะละทิ้งอุดมการณ์เรื่องเหล้า ได้หรือไม่?
ข้าพเจ้า ขอบอกว่า ....

การที่ได้เห็นภาพ
คนที่ต่อต้านการกินเหล้า ... แต่สุขใจและเต็มใจ ที่จะจิบเหล้า 1 ฝา
เป็น ภาพที่เกินคำบรรยาย จริงๆ
อีกทั้ง .... เหล่าสาวกบ้านขัน ทั้งหลาย
ก็เปิดใจว่า ..... การมางานรับน้อง ในครั้งนี้ ...
พวกเขา ต่างก็บรรลุธรรม ขั้นต้นโดยทั่วหน้า
กล่าวคือ .... เขาสามารถเข้าใจแล้ว ว่า
การดื่มเหล้าด้วยใจ ... มันคือ อะไร?
แบบว่า “.... ใจคุมเหล้า – เหล้าคุมกาย – กายคุมใจ - ....”
และ เมื่อ เหล่าปิศาจสุรา .... ได้ยินได้ฟังถ้อยคำดังกล่าว
ต่างก็พร้อมใจกัน เปล่งวาจา ว่า “... สาธุๆๆๆๆ ...”
ดังสนั่น ลั่นงานรับน้อง
ราวกับได้รับแสงสวรรค์ ... สาดส่องลง ณ ใจกลางนรก
ฉันใด ... ก็ฉันนั้น แล ....

สำหรับ ทีมงาน “บ้านหมี” หรือ “บ้านหอย” .... ภาระงาน ก็ไม่ยากนัก ...
ก็แค่หา อดทน เสาะหนังที่แปลกๆ หวือๆ หวาๆ
หรือ หนังแบบถ่อยสุดๆ ... ลงทุนต่ำๆ ....
มาล้อมวงดูกันอย่างจริงจัง .... มีการให้คะแนน จัดแบ่งประเภท
จากนั้น ก็วางแผนจัดลำดับคิว การฉายหนังให้เหมาะกับ กาลเทศะ
พอถึง วันงานรับน้องจริงๆ .... ก็แค่มาเปิดให้ ลูกบ้านชม
แค่นี้ .... ก็สร้างความพึงใจให้ สาวกทั้งหลายได้แล้ว ...

และ สำหรับ บ้านน้อย “little home” ของข้าพเจ้า
ความอลังการ และ ความแปลกใหม่ ...
ในเรื่อง อาหาร / สถานที่ / บรรยากาศ / เพลง
คือ ประเด็นหลัก .... ทีมงานต้อง “บิ๊ว” ขึ้นมาใหม่ ทุกปี
เพื่อเติมเต็ม ความสุนทรีย์ในบรรยากาศ ค่ำคืนวันรับน้อง

แม้ว่า ความสัมพันธ์ของพวกเรา ในยุคนั้น
จะผูกพันฉันท์ น้อง-พี่-เพื่อน .... ภายใต้ระบบต่างๆ กัน เช่น ....
“ระบบบ้าน” ที่แบ่งในงานรับน้องวิศวะ ตอนปีหนึ่ง ....
“ระบบโรงเรียนเก่า” / “ระบบจังหวัด” หรือ “ระบบภาควิชา” ...
แต่ในทางปฏิบัติ .... พวกเราพบว่า ...
“ระบบห้อง” เป็นระบบที่แน่นที่สุด และ สนิทกันที่สุด ....
เพราะ ต้องร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมเรียน ร่วมเล่นกัน
นับตั้งแต่วันแรก ที่ก้าวเท้าเข้าสู่ร่มรั้วชงโค ....
และ อยู่ด้วยกันอีก 3 ปีเต็มๆ ...
สำหรับ ตัวข้าพเจ้าเอง นั้น ....
อยู่สังกัด “ห้องห้า” รุ่นที่ 21 ของ วิศวะฯ ลาดกระบัง

ห้องนี้ ... มีแต่คนชื่อ “ส.เสือ” ทั้งหมด ....
และ ก็เป็น ชื่อเฉิ่มๆ โหลๆ ตามยุคสมัยนั้น ...
กล่าวคือ .... ข้าพเจ้า มีเพื่อนชื่อ สมชาย 4 คน /
สมพงษ์ 4 คน ... และ สมศักดิ์ อีก 4 คน ....
รวมแล้ว มีคนชื่อโหลๆ .... ครบ 1 โหล 12 คน พอดีๆ ....
ส่วนชื่อของข้าพเจ้า “สรรพสิทธิ์” .... นั้น
เรียกว่า .... สุดยอดๆๆๆๆ .....
ฟังดูดี มีชาติตระกูล ...
เรียกได้ว่า .... ทันสมัยที่สุด ณ ยุคนั้น จริงๆ .....
อิอิ.. ...

.... ในความรู้สึก ของพวกเราทุกคน ..
“งานรับน้องห้อง” .... เป็นงานที่สำคัญมาก ...
เพราะ เป็นงานที่จัดขึ้น แบบเฉพาะเจาะจงภายในกลุ่ม ....
และมักจะจัดให้สนุกสุดเหวี่ยง แบบน่าประทับใจสุดๆ
ดังนั้น .... "งานรับน้องห้อง" จะต้องวางแผนกันมากมาย
ภายใต้ขอบเขต และข้อจำกัดที่เป็นไปได้ ในยุคสมัยนั้น ....
ดังนั้น .....
ข้าพเจ้า อยากจะขอให้ท่านผู้อ่าน ...
ได้ลองจินตนาการ ง่ายๆ ...
ถึงชีวิตของผู้คน... ในยุค 26 ปีที่ผ่านมา สักหน่อย
ในตอนนั้น .... แถบลาดกระบัง
จัดได้ว่า เป็นทำเลผีสิง .... เงียบเหงา วังเวง จับใจ
พอค่ำลง ก็เงียบกริบ ....
ไม่มีร้านค้า ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีสวนอาหาร
มีแต่ความเงียบเหงา ..... เงียบสงัด
ค่ำลง ... ก็เหมือนมี โรคห่า ระบาด
ผู้คน ร้านค้า ต่างก็ปิดบ้านปิดช่อง .... เข้านอนกันแต่หัวค่ำ
ดังนั้น การจัดงานเลี้ยง งานบันเทิงอะไร .... ก็ทำได้ยาก
เพราะ ไม่รู้ว่า .... จะไปจัด ไปเลี้ยงกันที่ไหน
หากจะเลี้ยงอาหารน้องๆ .... ก็ต้องลงมือ ทำกันเอง
แบบว่า … ต้องยืม รถซาเล้งสามล้อเก่าๆ จาก สโมฯ
แล้วช่วยกันเข็น... ไปตลาดหัวตะเข้ ตั้งแต่เช้าตรู่
ไปหาซื้อของสดของคาว มาเตรียมทำอาหารเลี้ยงน้อง ....
ลืมไปเถอะ …
เรื่องการจัดงานเลี้ยงตามร้านอาหาร หรือ ตามโรงแรม
ลืมไปเถอะ ....
เรื่อง การรับน้องชายทะเล ... พักรีสอร์ตสวยๆ ....
เพราะ มันเกินฝัน ไปทั้งนั้น ......

ณ ช่วงเวลานั้น ... มีความเชื่อ ว่า
ถ้าห้องไหน สามารถจัด “งานรับน้องห้อง”
ได้ยิ่งใหญ่ สนุกสนาน ...
ก็ถือว่า .... เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตา ยิ่งนัก ....
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ....
งานที่เรียกได้ว่า ... จัดได้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น
ก็เพียง ... แค่สามารถหา สถานที่จัดงาน
บนพื้นคอนกรีตเรียบๆ มีหลังคาคุ้มหัว
มีแสงสี ไฟกระพริบแบบหงอยๆ สัก 2-3 ดวง
เปิดเพลงดังๆ เบสหนักๆ .... ลำโพงจะแตกๆ ก็ไม่ว่ากัน
จัดได้แค่นี้... ก็เรียกว่า “รับน้องห้อง” แบบอลังการสุดๆ แล้ว
และ ยิ่งหากมี
“ถั่วลิสงคั่ว โรยเกลือเยอะๆ” ใส่กาละมัง ใบใหญ่ๆ
ให้ทุกคนในงาน... ล้วงหยิบกินได้ไม่อั้น
แบบนี้ .... ก็เรียกว่า
งานนี้.... ทุ่มทุนเลี้ยงแบบสุดๆ
สามารถร่ำลือกัน ได้เป็นปีๆ เลยทีเดียว ....

ดังนั้น “การจัดงานน้องห้า” ของรุ่นข้าพเจ้า
จึงมี การคิดวางแผนกันมากมาย ...
แบบว่า .... อยากจะอลังการ อยากให้ร่ำลือ ...
อยากให้น้องๆ พี่ๆ ประทับใจ ไม่มีวันลืม
และ ที่สำคัญ ที่สุด....
อยากจะ เสียเงินค่าจัด ให้น้อยที่สุด
เพราะ เราทุกคน ...
ต่างก็ไม่ค่อย จะมี กะตังค์ กันสักเท่าไหร่นัก ....
และ เมื่อประชุมกัน ....
พวกเราทุกคน ต่างมีความเห็นตรงกัน ว่า ...
หากจะให้ร่ำลือ กันทั้ง คณะฯ ....
ก็ควรจะต้อง ไปจัด "งานรับน้องห้องห้า" ที่ต่างจังหวัดกัน
ต้องมีการเดินทาง .... ต้องผจญภัย... ต้องลี้ลับ
เว่อร์ๆ เห่ยๆ อะไร ประมาณนั้น แหละ ....
และ โดย สรุป
ทุกๆ คนต่างก็เห็นดีเห็นงามเหมือนกันหมด ว่า ...
เพราะ ... พวกเราชาว “ห้องห้า”
หากจะไปยืม โรงยิมโรงเรียนพรตฯ ...
หรือ ไปขอใช้ ลานหน้าเมรุเผาผี วัดปลูกฯ .....
เพื่อใช้จัดงาน รับน้องห้อง แบบเห่ยๆ ....
เหมือนพวกห้องอื่นๆ นั้น …
ก็ขอบอกว่า .....
ลืมไปเหอะ .... เพราะ มันน่าขายหน้ายิ่งนัก ....
ระดับ คนห้องห้า อย่างพวกเรา ....
จะต้องจัดพยายามจัดรับน้อง แบบสุดๆ เว่อร์ ๆ ให้ได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ....
หลังจากประชุมเครียด เรื่องงบประมาณ ....
เรา ก็พบว่า ....
เรื่องค่าใช้จ่าย ด้านสถานที่จัดงาน และ ค่าเดินทาง นั้น
เป็นประเด็นหลัก ที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากๆ
ดังนั้น
ก็ลืมไปเหอะ เรื่องไปชายทะเล แบบ ระยองๆ อะไรเทือกนั้น
เพราะ แค่จะเหมารถสองแถว พาน้องๆ ไปเที่ยวเขาดิน
หรือ ไปเที่ยวแดนเนรมิต (สวนสนุกยอดนิยม ในยุคนั้น)
เรา ก็ยังมีเงิน ไม่พอเลย ....
ก็ .... คิดกันไป คิดกันมา ....
คิดกันไป คิดกันมา ....
พุทธิปัญญา.... ก็พวยพุ่ง ในสมองของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า บอกเพื่อนๆ อย่างดีใจ ว่า ....
“... เฮ้ย ... กรู คิดออกแล้ว ....”

แล้ว ข้าพเจ้า ก็เสนอว่า ....
“.... พวกเราไปจัด งานรับน้องห้อง ที่บ้านกรู ก็แล้วกัน
บ้านกรู อยู่เมืองนนท์ .... ไกลโคตรๆ ...
เดินทาง ก็ผจญภัยดี .... ค่ารถไม่แพงหรอก
เพราะ กรู ก็เดินทาง ไป-กลับ แบบนี้แทบทุกวัน ....
จากคณะฯ ... ก็ขึ้นรถไฟเที่ยวพิเศษ “หัวตะเข้-ดอนเมือง” ....
รถไฟเที่ยวนี้ ไม่แวะเข้าหัวลำโพง ....
มันวิ่งตัดเข้า ทางรถไฟสายเหนือ .....
ผ่านบางซื่อ ... ไปเรื่อยๆ ๆๆๆๆๆ
แล้วไปลง ที่สถานีบางเขน แถวๆ เกษตรศาสตร์
ค่ารถไฟ คนละ 6 บาท เอง
ถ้าใครใช้ตั๋วเดือนอยู่แล้ว ก็จ่ายเพิ่มแค่ 2 บาท
จากนั้น .... ก็ขึ้นรถเมล์ สาย 63 ....
เสียค่ารถ อีกคนละ หกสลึง ....
ไปลงปากซอยบ้านกรู ที่แถวๆ แยกแคราย
แล้ว เดินเข้าซอยอีกไม่เกิน 2 กิโลเมตร ... ก็ถึงบ้าน กรู ...
คิดแล้ว... ค่าเดินทาง ไม่เกินคนละ 10 บาท แน่ๆ .... ”

... แล้ว ข้าพเจ้า ก็บรรยายต่อ ว่า ..
“.... บ้านกรู ... เป็นบ้านทรงไทย
อยู่ในซอยลึก กลางสวนเมืองนนท์ ...
วังเวงสุดๆ .... มืดๆ รก ๆ ....
รอบๆ บ้าน .... เป็นสวน เป็นท้องร่อง ...
มีแต่ ต้นหมาก ต้นตาล สูงๆ .....
มีหมา กับ เหี้ย อยู่เป็นฝูงใหญ่ๆ .... น่ากลัวสุดๆ ....
ใคร จะอ้วกกองไว้ที่ไหน .... ก็ไม่ต้องห่วง เรื่องเก็บกวาด
เพราะ ทิ้งไว้สักพัก ....
พวกหมา กะ พวกเหี้ย ... ก็จะคลานออกมากินเอง
รับประกัน ว่า ....
ไม่ต้องสร้างซุ้ม สร้างฐาน ... ไม่ต้องเตรียมหาอุปกรณ์อะไรอีก เลย

แค่บรรยากาศแถวๆ บ้านกรู ... แมร่ง ก็.....
วังเวงๆ หลอนๆ เหวอๆ
น่ากลัวสุดๆ เลย .... ”

ที่ประชุม ต่างก็เห็นดีเห็นงาม ....
และ ตื่นเต้น ยินดีกันยิ่งนัก ....
จากนั้น .... เราก็เริ่ม เตรียมงาน และ แบ่งงานกัน
งานที่หนักมากๆ สำหรับข้าพเจ้า
ก็คือ ....
ต้องไปพูดจา ขออนุญาตจาก พ่อกับแม่
เพื่อขอ จัดงานรับน้อง ที่บ้าน ....
ซึ่งท่าน... ก็มิได้คัดค้านอะไร
แต่กลับสนุนสนุน เสียด้วยซ้ำ
อีกทั้ง ... ในวันงานรับน้อง
ทั้ง พ่อกับแม่ของข้าพเจ้า ....
ยังได้ออกจากบ้าน ไปนอนค้างที่บ้านตากับยาย
ทิ้งบ้านว่างๆ ไว้ให้พวกเราทั้งหลัง ....
แม่บอกว่า ....
พวกเรา จะได้สนุกกันเต็มที่ ไม่ต้องคอยเกรงใจพ่อแม่ ...
สุดยอดไหม ? ... พ่อแม่ ของข้าพเจ้า ?
จากนั้น ...
ข้าพเจ้า ก็ต้องไปเจรจา สงบศึกกับเพื่อนบ้าน
และ แจ้งข่าวร้าย เรื่องที่ เราจะจัดงาน
แบบว่า .... ไปให้คำแนะนำกับเพื่อนบ้าน ว่า
ควรจะรีบพักผ่อน นอนกลางวัน กันไว้มากๆ
เพราะตอนกลางคืน ....
เสียงอาจจะดังมาก จนอาจจะนอนไม่หลับกัน ....
อีกทั้ง .... ยังถือ โอกาสขอยืม โอ่งน้ำสัก 2-3 ใบยักษ์ ...
เอาไว้แช่เบียร์ ... แช่เครื่องดื่ม ในวันงาน ....


พอใกล้ๆ จะถึงวันงาน
พวกเรา ก็กระจายข่าวในคณะฯ มากมายใหญ่โต ว่า ...
รับน้องห้องห้า ปีนี้ .... จะไปจัด ที่ต่างจังหวัดกัน
ขอให้พี่ๆ น้องๆ ห้องห้าทั้งหลาย
เตรียมเสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องใช้ติดตัว เตรียมเดินทางไกล
เพราะ จะมีการค้างแรม เกิดขึ้น
ข่าวนี้ .... ฮือฮา ไปทั้งคณะฯ
อย่าว่าแต่ น้องๆ เลย ....
พวกพี่ๆ .... ปีสาม ปีสี่ ปีห้า
หรือ แม้แต่ ... เหล่าปีแก่ๆ ที่เรียนจบแล้ว
ต่างก็ตื่นเต้น ฮือฮา .... ไม่แพ้น้องๆ

และ เมื่อถึงวันงาน ....
เราจัดการ ให้พี่ๆ ปีอื่นๆ .... เดินทางล่วงหน้าไปก่อน
คงเหลือ แต่พวกเราปีสอง กับ น้องๆ ปีหนึ่ง
แล้ว เราก็เริ่มงาน ที่คณะฯ
มีการสังสรรค์ เฮฮาเล็กน้อย
พอบ่ายแก่ๆ ... ใกล้ถึงเวลารถไฟมา

เราจับน้องๆ ปิดตา .... พาเดินวนเวียนๆ ไปรอบๆ คณะฯ
แล้วพาเดินดุ่มๆ .... เปะปะๆ ไปรอรถไฟ
พอรถ หัวตะเข้-ดอนเมือง มา .... ก็ต้อนน้องๆ ขึ้นรถ
น้องๆ ที่ถูกปิดตา .... คุยกันแซ่ด รถไฟ
ต่างก็คาดเดากันไป ต่างๆ นานา
บ้างก็ทายว่า .... พวกเรา คงจะแค่เล่นมุก ฮาฮา
แบบว่า ... คงจะ พาน้องไป แค่หัวลำโพง
แล้ว คงจะพาน้องๆ จะไปกิน หมี่จับกัง แถวๆ เยาวราช ...

จากนั้น คงจะพาไปกินเหล้า
แล้ว คงจะพา ไปปูเสื่อนอนกัน ที่กลางสนามหลวง
คิดไปกันมากมายว่า ... คงจะออกแนวถ่อยๆ แปลกๆ
อะไรประมาณนั้น
แต่พวกเรา .... ก็บอกน้องๆ ว่า
“.... เด๋ว...ก็รู้ ๆๆๆๆ ไอ่น้อง .....”
และเมื่อ ....
รถไฟยิ่งแล่น ไกลขึ้นๆๆๆๆ
น้องๆ เริ่มเงียบเสียง
คงสงสัยนิดๆ กันแล้ว ว่า ....
“.... ทำไม วันนี้ .... รถไฟ มันวิ่ง นานกว่าปกติ
สงสัยว่า .... รถไฟ มันต้องแล่นเลย หัวลำโพงไปแล้ว แน่ๆ
พี่ๆ เขาทำแบบนี้ ... ได้ยังไง วะ? ...”

..... อีกนาน แสนนาน ตามความรู้สึกของน้องๆ
จนประมาณ เกือบจะพลบค่ำ
ก็ถึง.... สถานีรถไฟบางเขน
เราก็ต้อน น้องๆ ลงรถไฟ
พาเดินลัดเลาะ ไปป้ายรถเมล์ ริมถนนงามวงศ์วาน
แล้วต้อนน้องๆ ขึ้นรถเมล์สาย 63 .... ทั้งๆ ที่ยังโดนปิดตาอยู่
น้องๆ ก็เริ่มใจเสีย และ ท่าทางจ๋อยๆ
เงียบกริบ .... ไม่พูดไม่จา อะไรกันเลย
จะลุก จะนั่ง จะยืน จะทำอะไร ....ก็เงอะๆ งะๆ
เกาะแขนกันเป็นฝูง.... เหมือนฝูงเป็ดตาบอด
จากนั้น ....
พอรถเมล์ถึง ปากซอยบ้านข้าพเจ้า... แถวๆ แยกแคราย
เรา ก็ต้อนน้องๆ ลงจากรถเมล์
แล้ว พี่ๆ .... ก็ให้น้องๆ เปิดตาออก

น้องๆ ก็เงียบกริบ ....
เพราะ บรรยากาศมันวังเวงจริงๆ
ทุกอย่าง รอบกายเงียบกริบ
ในสมัยนั้น ... ถนนติวานนท์ เป็นถนนสายแคบๆ
มีคูน้ำแห้งๆ ข้างทาง และไม่ค่อยมีรถวิ่ง
อีกทั้ง ... มีพงหญ้าสูงท่วมหัว ทั้งสองข้างทาง

พี่ๆ บอกให้น้องๆ ตั้งแถวแบบทหาร เป็นกองร้อยเล็กๆ
และ ให้เอามือสองข้าง เกาะไหล่เพื่อนคนข้างหน้า
เพื่อไม่ให้กองร้อยแตกแถว
ส่วนพี่ๆ ทั้งหลาย ก็เกาะกลุ่ม เป็นฝูงเดียวไปกับน้อง
และ เมื่อ พร้อม ....
พวกเรา ก็ออกวิ่งเหยาะๆ ไปพร้อมๆ กัน
และ ก็เริ่มร้องเพลง “ร่มรั้วชงโค” .... ไปด้วยกัน

พวกเรา ... พาน้องๆ วิ่งช้าๆ เข้าสู่ซอยลึก
ที่เป็นถนนดินลูกรัง เฉอะๆ แฉะๆ
ณ กลางสวน เมืองนนท์ อันมืดสนิท
ทุกอย่างเงียบ และ มืดสนิท
อย่าว่าแต่น้องๆ เลย ....
พี่ๆ ทีมงาน ก็ยังอดวังเวงใจ ไม่ได้
และ พอเริ่มออกวิ่ง ได้สักพัก ....
ฝูงหมาเฝ้าสวน ที่ปากเปราะทั้งหลาย
เริ่มเห่าระงม ...
จากนั้น... ก็เปลี่ยนเป็นการหอน
หอนส่งกัน เป็นระยะๆ ตลอดทาง

อะจึ๋ยยยยยส์ ....
หอนทำไมวะ ? ... ไอ่หมาบ้า ...

ณ ตอนนั้น ...
พวกเราทุกๆ คน .... ทั้งพี่และน้อง

ต่างก็หลับหูหลับตา...
ร้องเพลง และ วิ่งเกาะไหล่กันเป็นขบวน
บรรยากาศ แบบนี้ ....
เสียงเพลง แบบนี้ ....
เสียงหมาหอน แบบนี้ ....
สร้างบรรยากาศ และความรู้สึก.... ได้อย่างมากมาย
และนี่ ... อาจจะเป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้า เข้าใจความหมาย
ของทุกๆ คำ ในเนื้อเพลง “ร่มรั้วชงโค” จริงๆ ...
การมี ... มือสองข้างของเราเกาะไหล่คนข้างหน้า
และ มีมือ อีกสองข้างของใครสักคน เกาะที่ไหล่เราอยู่
มันมีความหมายมากๆ .... ในแง่อารมณ์และ ความรู้สึก
ทั้งกลัว ทั้งเสียว (ว่า ของมือใครวะ ? ... มือคนหรือมือผี ?)
และ ทั้งซึ้งใจ ทั้งอุ่นใจ .... ว่าเรายังมีเพื่อนร่วมทาง ....
แม้ว่า .... พวกเราทีมงานทั้งหลาย
จะรู้ล่วงหน้า ทุกขั้นตอน
เพราะ เราเป็นผู้ที่เตรียมงาน ทุกอย่างมาก่อน
พอถึงเวลาจริงๆ ..... พวกเรายังรู้สึก “in” ได้ ขนาดนี้ ....
ดังนั้น .... แน่นอนว่า ....
น้องๆ ทั้งหลาย... ที่ไม่รู้อะไร ล่วงหน้ามาก่อนเลย ....
จะรู้สึก "in".... ได้ ขนาดไหน ?
เรื่องนี้ .... ก็คงจะ ไม่ต้องจินตนาการ

แล้วเรา ก็วิ่งเหยาะๆ ไปเรื่อยๆ ....
เลี้ยวเข้าซอยแยก เข้าไปอีก ... ที่ยิ่งมืด ยิ่งวังเวงกว่าเดิม
คราวนี้ ... แม้แต่หมา ก็ยังหายไปหมด ...
มีแต่ความเงียบ ..... เงียบไปจนเกือบสุดซอย
.... ก็ถึงบ้านของข้าพเจ้า ...
บ้านทรงไทย ... มืดสนิท กลางสวนเปลี่ยว ....
เราต้อนน้องๆ มารวมตัวกัน ที่ลานหน้าบ้านอันเงียบสงัด
จากนั้น ....
เสียงเพลงดังสนั่น ... เสียงดังกึกก้อง
ไฟกระพริบแบบเชยๆ แต่อลังการ ส่องแสงสว่างตามจังหวะเพลง
น้องๆ.... ก็พบว่า
รอบๆ ลานบ้าน .... ที่เจิดจ้า สว่างไสว ..
มีพี่ๆ ห้องห้า ... ทุกชั้นปี
ยืนแฝงกายรุมล้อม อยู่รอบลานอันกว้างใหญ่
คอยต้อนรับ .... น้องๆ ห้องห้า ผู้มาใหม่
..... แล้วงาน ก็เริ่ม ....
คุยกัน .... กินอาหาร .... กินเหล้า ....

ฟังเพลง ..... แด๊นซ์กระจาย ....
ใครใคร่ทำอะไร .... ก็ทำไป .....
งานรับน้องห้องห้า... ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ตามครรลอง ของมัน
ตราบจน รุ่งเช้าวันใหม่
และ คงจะไม่ต้องบอกหรอก นะ ว่า ....
งานรับน้องห้องห้า ปีนี้ .... สนุกแค่ไหน ?
หรือ น่าประทับใจแค่ไหน ?

เรารู้แต่เพียงว่า ....
เหล้ามาก – เหล้าน้อย แค่ไหน? .... ก็ไม่มีใครบ่น
อาหารอร่อย – อาหารเลว แค่ไหน? ... ก็ไม่มีใครจดจำ
เพลงสนุก – เพลงเห่ย แค่ไหน? ... ก็ไม่มีใครสนใจ
เหนื่อยมาก – เหนื่อยน้อย แค่ไหน? ... ก็ไม่มีใครทุกข์ เพราะมัน
และ ก็รู้แต่เพียงว่า ...

พวกเรา... เพื่อนๆ-พี่ๆ-น้องๆ ห้องห้า ทุกคน
มีเวลาดีๆ ร่วมกัน .... ณ ค่ำคืนหนึ่ง
ก็แค่นั้นเอง ....

แล้ว .... พวกเรา ชาวปีสอง-ห้องห้า
ก็มาคุยสรุปงาน อย่างสนุกสนาน
ไม่น่าเชื่อว่า ....
ความฝันจะจัดงาน รับน้องแบบนี้
จะเป็นจริงได้ ....
นี่คือ บทเรียนแรก
ที่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ได้เรียนรู้ หลังจากที่จัดงานรับน้อง นี้
และ จากวันนั้น ...
ทุกๆ อย่างในทุกๆ กิจกรรม
ของพวกเรา ก็ง่ายดาย ไปหมด
ไม่ว่า จะเป็นเรื่องเล่นๆ ... เรื่องเรียนๆ
เรื่องทุกๆ เรื่อง ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน
มันก็ ไม่ยากอีกต่อไป ....
ความฝัน ... เป็นไปได้เสมอ

และ ยิ่งไม่น่าเชื่อว่า ....
ประเด็นการสนทนา เรื่อง
“การจัดงานรับน้อง-ห้องห้า” ตอนปีสอง
ณ ปี พ.ศ. 2526 …
ก็ยังเป็นเรื่อง ที่พวกเรา ...
คุยถึงได้อย่างอย่างสนุกสนาน ... ตราบจนทุกวันนี้ ....

ในตอนช่วงปีใหม่ ของทุกปี ... ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา
พวกเรา ชาวห้องห้า รุ่นที่ 21 แห่งวิศวะฯ ลาดกระบัง
ต่างก็หอบลูก หอบเมีย ...
มาร่วมพบปะ สังสรรค์กันทุกปี ณ ค่ำคืนหนึ่ง ...
พวกเราทุกคน เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ...
ไม่ว่าจะเป็น ปิศาจสุรา แห่งบ้านฮั่วลัก
นักพรต แห่งบ้านขัน
.... หรือ ตัวข้าพเจ้า
จอม project ขี้เว่อร์ ขี้บ่น ขี้วีน แห่งบ้าน little home
ก็มาพร้อมหน้า พร้อมตากัน ....
พอได้เจอกัน ... ก็เหมือน คนแก่ ในคราบเด็กๆ ...
ที่ได้มา เล่นกัน คุยกัน แบบเด็กๆ ...
แม้บางอย่างจะเปลี่ยนไป ...
แต่การ “ คิดต่าง – มองต่าง – ทำต่าง ”
ก็ยังเป็นสิ่ง ... ที่ช่วยให้ เรายังคงคบหากันได้
ยังคงเป็นเพื่อนกันเสมอ ... เหมือน 26 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ .... ข้าพเจ้า ก็พบว่า ....

เหล่า อดีตปิศาจสุรา ทั้งหลาย ....
ส่วนใหญ่ ต่างก็เลิกราการดื่มสุราเมรัยไปหมดแล้ว
แบบว่า ....

อ้างว่า .... ค้นพบสัจจธรรมชีวิตบ้าง
พ่ายแพ้สังขารบ้าง … เกรงใจ คำสั่งเมียบ้าง
บางท่าน .. ก็เริ่มรู้สึก อายลูก อายเต้า
เพราะ เวลาที่ตนเองเมา ก็ชอบทำตัวเหมือนหมูเหมือนหมา ให้ลูกเห็น
อีกทั้ง บางท่าน ก็จำเป็นต้อง ประหยัด-อดออม-พอเพียง บ้าง
ต่างกรรม ต่างวาระ .... ไปต่างๆ นานา
ข้าพเจ้า คิดว่า .....
เมื่อถึงเวลา ที่เหมาะที่ควร
เราทุกคน ก็ย่อม คิดได้ / ทำได้
และ สามารถ ลด-ละ-เลิกได้เอง
เมื่อก้าวสู่ วัยผู้ใหญ่ ... ที่สมบูรณ์

แล้ว.....
พวกเรา ก็นั่งล้อมวงคุยกัน รำลึกความหลังกัน
ปรับทุกข์ ปรับสุข ในเรื่องราวชีวิตประจำวัน
ให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน ....

หรือ บางที ....
พวกเรา ก็แค่นั่งกันเงียบๆ
มองดู เมียเพื่อนๆ ล้อมวงนินทาผัวๆ อย่างเมามัน
มองดู ลูกๆ .... ผลงานของเพื่อนๆ
กำลัง วิ่งเล่นกัน อย่างซุกซน
แล้วพวกเรา ... ก็สบตากัน …
นึกถึงความทรงจำดีๆ ... ที่มีให้กัน

และ ยิ้มให้กัน ....
โดยไม่ต้อง พูดจา อะไรกันเลย ...


และ ที่ข้าพเจ้าเล่า มาทั้งหมด .... ในตอนนี้
ก็คือ ชีวิตจริงๆ ของข้าพเจ้า
ที่อาจจะดูคล้าย เป็นเรื่องในอุดมคติ
ไม่น่าจะ เกิดขึ้นได้จริง
แต่
มันก็เกิดขึ้นแล้ว จริงๆ
อีกทั้ง ....
ยังสามารถ จะเกิดขึ้น
กับพวกเรา ชาว IE ทุกคนได้ โดยไม่ยาก
เพียงแค่ ... หากในวันนี้
เราเริ่ม ทำสิ่งดีๆ และ เปิดใจให้กันและกัน
มีความรู้สึกดีๆ ร่วมกัน
อดทนต่อกัน
ยอมรับซึ่งกันและกัน
และ
รู้จัก ... รักกัน
.....
...
.

ชีวิตจริงๆ ... นั้น
ยังอีก ยาวไกล ....
อนาคต นั้น .... ก็ยาก เกินจะหยั่งรู้ได้
มีแต่เพียง “มิตรภาพ” เท่านั้น
ที่คงทน ถาวร
มีคุณค่า
และ ... ยืนยาว
ตลอดไป

.....

..

.

.................. จบภาคสอง ....................

โปรดติดตามอ่าน ...
"สปิริตแห่งงานรับน้อง IE ภาคสาม : จุดจบ ... ของงานรับน้อง IE "
ได้ ... ในไม่ช้านี้