วันอังคาร, พฤศจิกายน 11, 2551

ตอนที่ 239 : เล่าเรื่องเมืองแขก ... (5)

มีท่านสมาชิก IE Story มากมาย
สอบถามมาว่า ...
" สรุปแล้ว ... ข้าพเจ้าไปอินเดีย ทำไม เนี่ย ? "
เพราะ ดูจากรูปถ่ายแล้ว ...
ก็มีแต่ วัว เด็ก ขยะ ... กล้วย
และ คนเกากล้วย ... อะไรประมาณ นั้น
อันว่า เรื่องนี้ ...
ข้าพเจ้า ก็ตอบไม่ได้ ...
เพราะ ก็ แค่ถ่ายๆๆๆๆๆ
ถ่าย ในสิ่งที่เห็นแล้ว
รู้สึกวาบๆ แปลบๆ ในหัวสมอง ...
ดังนั้น
ก็ขอให้ทุกท่าน อดทนกับ
collection ภาพวัว เด็ก ขยะ ... กล้วย
และ คนเกากล้วย ...
อะไรประมาณ นั้น ... ต่อไปสักพัก
ก็แล้วกัน ... เนอะ
ณ แม่น้ำคงคา
แห่งเมืองพาราณสี ยามราตรี
ริมฝั่งน้ำ ... ดูคึกคัก เป็นพิเศษ
เสียงเพลง เสียงกลองดังสนั่น ...
คืนนี้ มีเทศกาลบูชาไฟ ...
ดังนั้น จึงมีผู้คน มาร่วมงานกันล้นหลาม ....
แต่พอล่องเรือ ท่องแม่น้ำ ต่อไปเรื่อยๆ
บรรยากาศ กลับสงบเงียบ ...
วังเวง เยือกเย็น และ หลอนๆ ....
ทั้งนี้ ... เป็นเพราะ
ณ ริมท่าน้ำแห่งนี้ กำลังมีพิธีการเผาศพ ...
กองไฟลุกโชติช่วง ส่องแสงรำไร
นับได้ 13 กอง ...
เป็นบรรยากาศ วังเวง น่ากลัวสุดๆ
เพราะ นอกจาก
จะเห็นภาพ เปลวเพลิงที่ร้อนแรง
และ สัมผัสถึงเสียง .... ที่สงัดเงียบแล้ว
กลิ่นที่ฟุ้ง ตลบอบอวล
ไปตลอดคุ้งน้ำ ...
ก็เสริมสร้างบรรยากาศหลอนๆ ได้ดียิ่ง
กลิ่นที่ว่านี้ ... ก็คล้ายๆ กลิ่นในร้านอาหารอีสาน
ที่กำลังย่าง เนื้อย่างน้ำตก ...
แบบที่ น้ำมัน กำลังหยดฉี่ๆ ลงกองไฟ
กลิ่นเนื้อย่าง ... หอมกรุ่น
หากไม่คิดอะไรมาก ... ก็หอมดี อ่ะ
แต่หากจินตนาการว่า ... นี่คือ กลิ่นเนื้อมนุษย์ย่าง
มันก็ ... ทำใจ ได้ยากพอสมควร

มีผู้รู้ ... บอกว่า ...
กองเพลิง ริมแม่น้ำคงคา แห่งเมืองพาราณสี นั้น
ลุกโชติช่วง อย่างต่อเนื่อง ไม่เคยดับมอด ...
ตลอด 4,000 ปี ....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย .... แล้วก็ เผา
แล้ว ... ก็กวาดเถ้าถ่าน ลงสู่แม่น้ำคงคา
ให้ช่วยนำพา ... สู่สรวงสวรรค์

เป็นเช่นนี้ เรื่อยไป ...
...

..

.
แล้ว ข้าพเจ้า ...

ก็ อำลาจากพาราณสี ... ไปอย่างเงียบๆ
ณ เช้าวันรุ่งขึ้น
การเดินทางของข้าพเจ้า ...
ก็ดำเนินต่อไป โดยมุ่งหน้า สู่ทิศเหนือ ...
กว่าจะหลุดพ้น จากเมืองพารณสี ได้
ก็ใช้เวลานาน พอสมควร ...
ทั้งนี้ .... เป็นเพราะการจราจรที่คับคั่ง
ดังนั้น ... ก็เป็นโอกาสอันดี
ที่ข้าพเจ้า จะได้สอดรู้สอดเห็น ...

วิถีชีวิต และ ระบบ logistics แบบอินเดียๆ ...
ได้ละเอียดละออ มากขึ้น
นอกจากการเดินเท้า และ การขี่จักรยานแล้ว ...
รถสามล้อถีบ ...
ถือว่า เป็นพาหนะยอดนิยมชนิดหนึ่ง
แต่เรื่องแปลก ... ที่ข้าพเจ้าค้นพบ ก็คือ
เหล่าคนถีบสามล้อ ทุกคน ...
ที่กำลังนั่งพัก รอผู้โดยสาร
ก็มักจะ มีท่านั่ง ที่เหมือนๆ กัน ...
กล่าวคือ
นั่งถ่างขา (แหกขา) ... แบบอ้าสุดๆ ....
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า ...
จะถ่าง จะอ้า ไปทำไม ?
แบบว่า ... เพื่อให้ลมถ่ายเท / ให้อากาศไหลเวียน
ลดการอับชื้น / ลดการเหนอะหนะ / ลดการระบม ฯลฯ
เรื่องนี้ ... ก็สุดแต่ จะจินตนาการ ...
ก็แล้วกัน นะ
สำหรับ รสนิยมส่วนตัวของข้าพเจ้า นั้น ...
ก็นิยม นั่งรถสามล้อถีบ มาก
เพราะ ถือว่า เป็นพลังงานบริสุทธิ์ ...
ไม่ก่อมลพิษ ไม่เปลืองทรัพยากร
แม้ว่า ที่เมืองไทย ... จะหานั่ง ค่อนข้างยาก
แต่ที่ซอยบ้านข้าพเจ้า ที่เมืองนนท์
ก็ยังมีรถสามล้อ ให้บริการอยู่ ...
แต่ปัญหาส่วนตัว ของข้าพเจ้า ก็คือ ...
รถสามล้อถีบ ประจำซอยข้าพเจ้า
มักจะไม่ยอม ให้ข้าพเจ้าโดยสาร
ต่างก็ งอแง โยกโย้ โยเย ...
กลัวรถพังบ้าง กลัวถีบไม่ไหวบ้าง
แต่สามล้อที่อินเดีย อึดจริงๆ ....
แบบว่า ... จะนั่งกัน 3-4 คน
ก็ไม่มีเกี่ยงงอน ไม่มีอู้ ไม่มีบ่น
แถม ยังถีบได้แล่นฉิว ....
เรียกว่า ... แข็งแรงสุดๆ และ ถึกจริงๆ

แต่หากดูในรูปดีๆ ....จะเห็นว่า
... คนที่ "ถึกและอึด" กว่าคนถีบสามล้อ
ก็คือ ... ขอทานแม่ลูกอ่อน
แบบว่า ... she สามารถ กระเตงลูก ...
แล้ว วิ่งไล่กวด รถสามล้อได้
วิ่งอึด วิ่งทน ... แรงดี กำลังไม่มีตก
สามารถจู่โจม ... วิ่งไล่สามล้อ เพื่อขอเงิน
วิ่งๆๆๆๆ จนข้าพเจ้าใจอ่อน ...
เรียกว่า ... เป็นชีวิตต้องสู้ ของแท้ๆ เลย

สภาพรถบัสประจำทาง ... ก็ประมาณ นี้

แต่ก็ไม่ค่อยสะดวก ... เพราะรถคันใหญ่
วิ่งไปไหน มาไหน ไม่คล่องตัว

ทั้งนี้ ... เป็นเพราะถนนทุกสาย
จะเต็มไปด้วยรถบรรทุก ...

ดังนั้น ...
ถนนทุกสาย .... จะเกิดปรากฎการณ์รถติด
เพราะรถใหญ่ 2 คัน เบียดกัน ... เสมอๆ

แต่สิ่งที่ถูกใจ ข้าพเจ้ามากๆ ก็คือ
ไม่ว่า การจราจรจะแย่ขนาดไหน ...

ก็ดูเหมือนว่า ...
ทุกคนอารมณ์แจ่มใส ยิ้มแย้มตลอด
ทั้งนี้ เป็นเพราะ ที่นี่ ...
มีกฎบังคับให้บีบแตร ตลอดเวลา ....
เอะอะอะไร ก็บีบแตรไปเรื่อยๆ

ถือว่า เป็นการระบายอารมณ์ได้ดี ในระดับหนึ่ง

คนขับรถสิบล้อ ท่านนี้ ...
หน้าเหมือน ... ดาราไทยรุ่นโบราณ
สรพงษ์ ชาตรี ...

ดังนั้น ...
หากใครเบื่อ การจราจรในกรุงเทพฯ ...
ข้าพเจ้า ก็ขอแนะนำ ให้มาฝึกความอดทน
ที่เมืองพาราณสี .... แห่งนี้
แล้วท่านจะพบว่า ...
การจราจร ในกรุงเทพฯ คือ สวรรค์ โดยแท้ ....

นี่คือ ... สี่แยก ที่ไม่มีไฟเขียวไฟแดง
แต่ทุกคน ... สามารถเคลื่อนตัวตลอดเวลา

ถือเป็น logistics ระดับเทพ .....
ที่สามารถสื่อสาร และ หลบหลีกกันได้
โดยสัญชาติญาณทางจิต โดยแท้
รถรับจ้างยอดฮิต ... ก็คล้ายรถจี๊ปรุ่นเก่า
มีผู้โดยสารเพียบ ...
จากภาพ ... ดูแล้ว ก็ยังงงๆ ว่า
ข้างหน้ารถ ... นั่งกัน 4 คน
" ... สรุปแล้ว ... ใครเป็น คนขับรถ กันแน่ วะ ? .."

ส่วนตอนท้ายรถ ... ก็นั่งอัดกันแน่น

แล้ว ยังมีการโหนท้ายรถ ได้อีก ...
ที่สุดยอด ... บนถนน
ก็คือ เรื่อง "กรวย" แบ่งกั้นเลน
เพราะที่นี่ ... ไม่มีหรอก
ไอ่กรวยพลาสติค สีส้มๆ แดงๆ สวยๆ ....
ที่นี่ ... เขาใช้หินก้อนเบ้งๆ คมๆ ...
มาวางเรียงตามแนวเส้น แบ่งถนน
ทั้งสะดวก ประหยัด หาง่าย ...
อีกทั้ง มีประสิทธิภาพสูง ...
ใครจะแหกเลน คร่อมเส้น ตัดเลน ....
ก็ต้องลุย หินยักษ์ เหลี่ยมคมๆ เหล่านี้
ชอบๆๆๆๆๆๆ
และ ... หลังจากที่
ข้าพเจ้าได้ศึกษาอยู่นาน
(เนื่องจากรถติดนานมาก)
ข้าพเจ้า ก็พบว่า ....
ยานพาหนะ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ....
ก็คือ ... รถตุ๊กๆ

รถตุ๊กๆ อินเดีย ...
ขนาดและหน้าตา ก็คล้ายๆ ตุ๊กๆ เมืองไทย

แบบว่า บรรทุกผู้โดยสารได้ 3-4 คน
แต่
แต่
แต่ ...
แต่ หากดูดีๆ ... จะพบว่า
นอกจาก จะมีผู้โดยสารสี่คน ที่เบาะหลังแล้ว
ก็ ....
ยังมีเบาะกลาง เพิ่มอีกแถว ...
หันหน้าออกไปทางท้ายรถ ... นั่งได้อีก 4 คน

ยังไม่พอ ...

ดูดีๆ อีกที ที่ตอนหน้าสุด ...
ข้างๆ คนขับ ... ยังมีที่นั่งเสริม ข้างซ้ายขวา

ดังนั้น สรุปได้ว่า ...

แถวหน้าสุด ... 3 คน
แถวกลาง ... 4 คน
แถวหลัง ... 4 คน
รวมเป็น 11 คน ... พอดี
คนขับ 1 คน + ผู้โดยสาร 10 คน !!!!
รถตุ๊กๆ เมืองไทย ...
นั่งกันแบบไทยๆ ... เต็มที่ๆ ก็ได้ 4 คน
ก็คือ ... คนขับ 1 คน + ผู้โดยสาร 3 คน
ดังนั้น ... รถตุ๊กๆ อินเดีย
สามารถ บรรทุกคน ได้มากกว่า 3.3 เท่า
หากมองในแง่ประสิทธิภาพ
หรือ เรื่องการประหยัดพลังงานแล้ว
นี่คือ ... สุดยอดของการใช้ทรัพยากร
ยิ่งไปกว่านั้น ....
บางที ข้าพเจ้าก็พบว่า
ที่ท้ายรถตุ๊กๆ ... จะมีเด็กๆ เกาะท้ายรถอีก 1-2 คน
ดังนั้น
จำนวนผู้โดยสาร
ที่รถตุ๊กๆ ที่นี่ ... สามารถบรรทุก ได้เต็มที่
ก็คือ
คนขับ 1 คน + ผู้โดยสาร 12 คน ...
โอวววว์ ...
นี่ มันรถตุ๊กๆ หรือ รถตู้ ... กันเนี่ย !!!!! ????
ดูๆ แล้ว ...
ชายไทย สูงวัย คนร่างท้วม ....
ที่ขับรถ CRV คนเดียว ... อย่างข้าพเจ้า
รู้สึกละอายใจตนเอง ... ยิ่งนัก
ความจริงแล้ว ...
อินเดีย ก็มีถนนดีๆ แบบมอร์เตอร์เวย์ เหมือนกัน
แต่การก่อสร้าง ... ก็ขาดๆ แหว่งๆ
ดังนั้น
เวลาจะเดินทางจริงๆ ...
ก็มักจะ ลงมาสัญจร ใช้ถนนเล็กๆ
ที่อยู่ข้างๆ กับถนนจริง
สาเหตุที่ ... ไม่สามารถใช้
ถนนมอร์เตอร์เวย์คอนกรีต ... ก็เป็นเพราะ ....
แบบว่า ....
ดูรูปเอาเอง ก็แล้วกัน
นี่คือ ... ผิวคอนกรีต ของถนนมอร์เตอร์เวย์ ...
ซึ่งหากจะมีใคร มาขับรถเล่น บนนั้นได้ ...
ก็รับรองได้ ว่า .....
ทั้ง ตับ ไต ไส้ พุง
และ อวัยวะน้อยใหญ่ ... คงจะพันกันยุ่ง
อีกทั้ง
คงจะเป็นหมัน ถาวรตลอดกาล ...
อย่างแน่นอน
แต่ก็อย่างว่าแหละ ...
ดังที่ข้าพเจ้า เคยบอกแล้วว่า ...
เสน่ห์ของอินเดีย ... ก็คือ
การคาดหวัง ในสิ่งที่ไม่คาดหวัง
และ
การไม่คาดหวัง ในสิ่งที่คาดหวัง
แบบว่า ...
จากมอร์เตอร์เวย์นรก .... พอหักโค้งออกมา
ก็จะเจอ ถนนเรียบ สีดำเนียน ....
โอวววว์ สวรรค์ ....

แต่พอหักอีกโค้ง .... พุ่งเข้าหมู่บ้าน

ถนนลาดยางเนียนๆ .... ก็กลายเป็นทางเกวียน

เหมือนทะลุ มิติแห่งกาลเวลา

กลับเข้าสู่ สมัยพุทธกาล ... เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ยังไง ยังงั้น แล ....

สำหรับการเดินทาง ในวันนี้ ....
จากเมืองพาราณสี ข้าพเจ้า ก็ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ...
เพื่อข้ามชายแดนอินเดีย
โดยมีจุดมุ่งหมาย ... ที่ประเทศเนปาล
ซึ่งต้องใช้เวลา นาน 8-10 ชั่วโมง
แม้จะเป็น ระยะทางที่ใช้เวลามาก ...
แต่ข้าพเจ้า ก็เพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบกาย
ทุ่งนา ... เขียวขจี
บางแห่ง ....ข้าวเริ่มออกรวง
และ เก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว
น้ำท่า ... อุดมสมบูรณ์
ชีวิต ... เรียบง่าย
ควาย ... มีความสุข
แม้ถนนจะไม่ดี ....
และ ไม่มีห้องน้ำให้เข้าเลย
แต่ก็ ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมาย ...
เพราะ ที่นี่ ...
ใครๆ ก็ใช้ห้องน้ำแบบธรรมชาติ กันทั้งนั้น
และ ทุกครั้ง ... ที่จอดรถ ปล่อยทุกข์
ข้าพเจ้า ก็มีเวลาชื่นชมธรรมชาติ
สามารถ ออกเตร็ดเตร่ ... ล่ารูปไปเรื่อยๆ ได้บ้าง
เด็กๆ แถวนี้ ... โชคดี
ได้ไปเรียนหนังสือ ที่โรงเรียน
โรงเรียน .... แบบที่เป็นโรงเรียนจริงๆ
เพราะ บางแห่ง ...
ก็เป็นโรงเรียน ... แบบที่คล้ายๆ โรงเรียน
ก็คือ ... โรงเรียน ในลักษณะ นี้แหละ ...
คือ นั่งเรียงแถวกับพื้น ไม่มีโต๊ะ+เก้าอี้
มีการเรียน และสอนหนังสือ ตามชายคาตึก ....
แต่ไม่ว่า ...
จะดูยากจน ขาดแคลนเพียงใด
ข้าพเจ้า ... ก็ยังรู้สึกดีๆ และ ตื้นตันใจเสมอ
เมื่อเห็นความตั้งใจ และ ความอดทน
ของทั้งผู้เรียน และ ผู้สอน ....
ถึงเขาจะขัดสน ...
แต่เขาก็ไม่ทิ้ง "โอกาส" ทางการศึกษา ...
ในทางกลับกัน ...
ข้าพเจ้า กลับรู้สึกเศร้าใจมากๆ
เมื่อนึกย้อนถึง ... ห้องเรียนแอร์เย็นๆ
ไฟสว่างๆ ไมโครโฟนเสียงดีๆ ...
มีพร้อมทุกอย่าง ...
ยกเว้น "ความมุ่งมั่น"
และ "ความตั้งใจ" ในการเรียน
เฮ้อออ ...
นักเรียนไทยแลนด์ ... ทั้งหลาย
หลับๆ ตื่นๆ กินๆ นอนๆ คุยๆ แซวๆ
พูดมือถือตลอดกาล ...
เสพเกมส์ และ hi-5 ... เป็นสรณะทางใจ
เฮ้ออออ ... (อีกครั้ง)
แบบนี้ ...
น่าจะส่งไปเรียนที่อินเดีย กันให้เข็ด ...
เนอะ ... เนอะ ... เนอะ
การเดินทางในครั้งนี้ ....
ข้าพเจ้า ถ่ายรูปเด็กๆ มากมาย ....
แม้ว่า หลายๆ คน ... อาจจะรู้สึก ว่า
เด็กที่นี่
น่าเกลียด ... สกปรก
โสๆ
แต่ ข้าพเจ้าก็พบ ว่า
เด็ก ... ก็คือ เด็ก
เสียงหัวเราะ ของเด็ก ...
เหมือนกันทุกที่ ... ทุกมุมโลก รอยยิ้ม ของเด็ก ...
บริสุทธิ์ ... น่ารัก
และ สดใส เสมอ ...
นี่คือ ... สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ อย่างแท้จริง ผ่านภาพชีวิตจริงๆ ที่อินเดีย
แดดเริ่ม อ่อนแรง ....
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ...
ทุ่งข้าวสีเขียว ...
กลายเป็นทุ่งดอกหญ้า สีขาวโพลน
ดูงดงาม แปลกตา .... เกินคำบรรยาย
อีกไม่นาน ...
ก็จะข้ามชายแดน สู่ประเทศเนปาล
ดินแดนบ้านเกิด .... ของพระพุทธองค์ แล้ว
....
..
.
เมื่อ มองไปสุดสายตา ...
สุดขอบฟ้า
สุดยอดเขา
....
..
.
เหนือขุนเขา ... ยังมี มหาขุนเขา
สีขาวโพลน ... ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า
สะท้อนประกายแดดยามเย็น ....
เปล่งสีขาวชมพู ... งามจับตา
ใช่แล้ว ...
นี่คือ ขุนเขาหิมาลัย ... อันอลังการ
แล้ว ข้าพเจ้า ...
ก็หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ...
บอกกับตนเอง ว่า ...
พรุ่งนี้ แล้วสิ นะ ...
ที่เรา... จะได้สู่เชิงเขาหิมาลัย ....
แผ่นดินเกิด ... ขององค์พระศาสดา
แม้ว่า วันนี้ ...
จะเป็นการเดินทาง
ที่แสนยาวไกล และ ทุกข์ทรมาน ...
แต่สิ่งที่ได้พบเห็น เรียนรู้ และ จดจำนั้น
ล้วนมีคุณค่า เกินบรรยาย
...
.
ชีวิตนี้ ... คุ้มค่า ยิ่งนัก
.......................................

3 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เมื่อครั้งนานมาแล้วสมัย ม.ปลาย เพื่อนผมก็นั่งรถ ตุ๊กๆกัน รวมคนขับก็ 11 คนะคับ

(-_-)เด่น ZN02 ครับ กล่าวว่า...

น่าไปเที่ยวดีครับบบบบบ แต่กัวเรื่องอาหารการกินนี่แหละเหอๆๆๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

55555
ภาพสวยพี่
neck